8895님의 프로필กูจาตามหาอนาคตของกู...กู...사진블로그리스트 도구 도움말

558 8895

관심 분야
อย่าฝืนใจรักถ้ามันไม่ใช่
ไม่มีประโยชน์อะไร
ที่จะคบใครสักคน
เพียงเพราะอยากมีใครสักคน Favorite Quote ชอบอ่ะไร ว่ะ

แปล มะออก
스페이스에 음악 리스트가 없습니다.

กูจาตามหาอนาคตของกู...กูจาตามหาเพื่อนรักของกู

ให้น้ำตาเตือนหัวจัยไม่มีคัยแต่อย่างน้อยมีน้ำตาคอยปลอบจัย...จำเอาไว้เจ็บแค่ไหนให้น้ำตามันปลอบจัย
5월 8일

บอกคาถานักเลง

วันหนึ่ง มีนักเลงโตชื่อดัง อยู่ตำบลจินดา อำเภอสามพราน มาหาหลวงพ่อ เพื่อหาของดีคุ้มตัว เขาบอกว่า เขามักจะมีเรื่องต้องตีกับนักเลงก๊กอื่น ๆ อยู่เสมอ จึงมาหาหลวงพ่อเพื่อขอของดีไปคุ้มตัว
 
หลวงพ่อพูดว่า
 
"เอาคาถาไปใช้ดีกว่าของอย่างอื่น ขอให้จำให้ได้ขึ้นใจ ท่องภาวนาเวลาเกิดเรื่อง"
 
ชายนักเลงโต ก็ตั้งใจฟัง
หลวงพ่อก็บอกคาถาให้ 3 บท
 
"อยู่คง" ใช้เวลาเขาตีกัน เราอย่าไปเกี่ยว ให้คงที่ไว้
"ยิงไม่ออก" ใช้เวลาเขาจะยิงกัน เราไม่ออกไป
"ฟันไม่เข้า" ใช้เวลาเขาฟันกัน เราไม่เข้าไป
 
"ฉันรับรองว่าปลอดภัย ถ้าท่องจำได้ขึ้นใจ และปฏิบัติตามได้..."
ชายผู้นั้น จะผิดหวังหรือไม่ก็ไม่ทราบ เมื่อเขาลาจากหลวงพ่อไปในคราวนั้น
แต่อยู่ต่อมา เขาก็มาหาหลวงพ่ออีกหนหนึ่ง เข้ามากราบลงที่เท้าหลวงพ่อ เขาเล่าว่าเมื่อสองสามวันมานี้ทางบ้านมีงานบวชนาค กินเหล้ากันแล้วก็เกิดเรื่องตีกันขึ้น เขานิ่งอยู่ นึกถึงคาถาหลวงพ่อขึ้นมาได้ว่า "อยู่คง-ยิงไม่ออก-ฟันไม่เข้า" จึงหยุดอยู่ พรรคพวกถูกตำรวจจับไปหมด แต่เขารอดตัว จึงคิดว่าคาถาหลวงพ่อนี้ขลังจริง ๆ

10 ปี ที่ รอคอย..

ในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่งมีกระดิ่งเล็กๆ แขวนไว้ที่ประตูร้าน
ทุกครั้งที่มีแขกเข้าร้านก็จะทำให้กระดิ่งนั้นส่งเสียงดัง "Ding Ding"
 
วันหนึ่ง มีผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 30 กว่าปี เข้ามาในร้านกาแฟนี้
เจ้าของร้านสาวสวยก็รีบออกมาต้อนรับให้เขาไปนั่งด้านใน
 
"กาแฟแก้วนึงครับ"
"ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ"
 

เจ้าของร้านสาวพูดพลางยิ้มให้อย่างมีมารยาท
แล้วก็ไปบดเม็ดกาแฟและตั้งกาต้มกาแฟ
 
ชายหนุ่มนั่งมองหญิงสาวอยู่ตลอด
ไม่นานนัก เจ้าของร้านสาวก็นำกาแฟมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะชายหนุ่ม
 
"ขอบคุณครับ"
"คุณเพิ่งมาเป็นครั้งแรกใช่ไหม? รู้สึกว่าที่นี่เป็นอย่างไรบ้างคะ?"
 

เจ้าของร้านสาวถาม
“ใช่ครับ ผมรู้สึกว่าที่นี่บรรยากาศดีมากๆ เลยครับ”
 
“ฉันก็ชอบบรรยากาศของร้านนี้มากเหมือนกันถึงแม้ว่ากิจการร้านนี้ไม่ค่อยดีนัก
ฉันกับสามีก็เสียดายไม่อยากจะปิดร้านทิ้ง”
 
ทั้งคู่เงียบไปสักพัก
“ผมขอถามอะไรคุณบางอย่างได้ไหมครับ?
เอ่อ... ก่อนที่จะถามคุณผมอยากจะเล่าเรื่องเรื่องหนึ่งให้คุณฟังก่อน”
 

ชายหนุ่มพูดถามขึ้นมา
“ได้ค่ะ คุณพูดมาได้เลย” เจ้าของร้านสาวก็สนใจที่จะฟัง
ชายหนุ่มก็เล่าเรื่องเรื่องหนึ่งซึ่งผ่านมานานมากแล้ว
 
“เมื่อก่อนผมมีแฟนคนหนึ่ง
เราสองคนก็ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในอนาคตแล้ว
 
ความรักของเราสองคนนั้นถึงแม้จะธรรมดา แต่แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว
เพราะผมรักเธอมากเพียงแค่มีเธออยู่ข้างๆ ผมก็มีความสุขมากแล้ว
 

แต่ทว่า ความสุขอันนี้มันช่างสั้นนักหลังจากนั้นก็มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น
ก่อนหน้าพิธีหมั้นของเราสองคนหนึ่งเดือน
 
คืนนั้นผมมีธุระต้องทำจึงไม่สามารถไปส่งเธอกลับบ้านได้
ในคืนนั้น เธอโดนคนร้ายรุมข่มขืน...”
 
“แล้วหลังจากนั้นเป็นอย่างไรคะ? ความรู้สึกของคุณที่มีต่อเธอเปลี่ยนไปหรือ?”
เจ้าของร้านสาวถามด้วยความสงสาร
 

“ถึงแม้จะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น
ความรักของผมที่มีให้เธอก็คงยังมั่นคงมิได้แปรเปลี่ยนเลยสักนิด
 
ผมก็ตั้งใจจะจัดพิธีหมั้นขึ้นตามเดิม
แต่... เธอคิดไม่ตก เธอเชื่อว่าเธอไม่ได้เป็นเธอคนเดิมแล้ว
 
ในวันหมั้นของเราสองคนวันนั้น เธอผูกคอตาย
โชคยังดีที่ว่าพวกเราพบเธอได้เร็ว ช่วยชีวิตเธอไว้ได้
 

แต่เพราะว่าสมองขาดอ็อกซิเจ็นนานเกินไป
ทำให้เธออยู่ในสภาพไม่มีความรู้สึกตัว และอาจจะไม่ฟื้นขึ้นมาเลยก็ได้...
 
สุดท้าย เธอก็ฟื้นขึ้นมา เมื่อผมรู้ว่าเธอฟื้นขึ้นมาแล้วก็รีบไปหาเธอ
แต่พ่อแม่เธอขวางกั้นผมไว้ไม่ให้ไปพบเธอ
 
พวกเขาคุกเข่าลงมาขอร้องผม กลายเป็นว่าความทรงจำบางส่วนได้หายไป
หมอบอกว่าเมื่อคนโดนกระตุ้นจิตใจอย่างแรง
 

ก็อาจจะเลือกที่จะหลบหลีกความทางจำอันนั้นโดยการฝังลึกไว้ในใจตัวเอง
ไม่ต้องการที่จะจำเรื่องเลวร้ายนั้นอีก
 
เธอลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขาด้วย
พ่อแม่เธอขอร้องให้ผมอย่าเพิ่งไปพบเธอสักพัก
 
เขาไม่ต้องการให้เธอนึกถึงเรื่องน่าเศร้านั้นอีก
เพราะกลัวว่าเธอจะฆ่าตัวตายอีก
 

ถ้าบังเอิญเจอกันในที่อื่น ก็จะทำเป็นไม่รู้จักไม่ทักทายกันเด็ดขาด
ช่วงเวลานั้นมันช่างทรมานยิ่งนัก อยากรักเธอ แต่ไม่อาจทำได้
 
อยากจะพบหน้าเธอ แต่ก็ไปพบไม่ได้ วันนี้ เป็นวันครบสิบปีนั้นแล้ว”
“ขอแสดงความยินดีให้ด้วยค่ะ คุณรอคอยมาสิบปีแล้ว
ในที่สุดวันนี้ก็สามารถไปพบเธอได้แล้ว”
 
“ใช่ครับ แต่... ยิ่งใกล้ถึงเวลานี้ ผมก็ยิ่งกลัว
สิบปีที่ผ่านมานี้ความรักผมนั้นยังไม่เปลี่ยน แต่ตัวเธอล่ะ?
 

ถ้าผมเล่าเรื่องในอดีตให้เธอฟัง เธอก็ยังจำผมไม่ได้
แล้วผมจะทำยังไงดีล่ะ? หรือว่าเธอได้แต่งงานไปแล้ว
 
ผมควรจะทำเช่นไรดี? เพราะเช่นนี้ ผมอยากจะถามคุณว่า
คุณคิดอย่างไร? ถ้าแฟนผมคนนี้แต่งงานไปแล้ว
 
ผมควรจะบอกให้เธอได้รับรู้เรื่องนี้มั้ย?”
เจ้าของร้านสาวก็พูดอย่างจริงใจว่า “ถ้าสมมุติว่าเธอมีแฟนแล้วก็ไม่เป็นไร
เพราะทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้แต่งงานกัน คุณยังมีโอกาส
 

แต่ถ้าเธอคนนั้นได้แต่งงานมีครอบครัวไปแล้วคุณก็ไม่ควรไปทำลายครอบครัวเขา”
ชายหนุ่มได้รับฟังแล้ว ก็แค่ตอบสั้นๆ ด้วยความผิดหวัง... “นั่นสินะ...”
"Ding Ding"
 
พอดีเวลานี้ก็มีแขกคนอื่นเข้ามาในร้าน
เจ้าของร้านสาวก็พูดกับชายหนุ่มว่า
 
“ฉันต้องไปต้อนรับแขกแล้ว เชิญตามสบายนะคะ”
เธอเดินออกไปได้สองก้าว ก็หันกลับมาถามเขาว่า
 

“จริงสิคุณเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก ยังไม่ค่อยสนิทกับฉันมากนัก
ทำไมถึงเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังล่ะคะ?”
 
“เพราะว่า เธอคนนั้นเคยพูดเอาไว้ว่า หลังแต่งงานแล้ว
เธออยากจะเปิดร้านกาแฟเล็กๆ อย่างนี้เหมือนกัน”
 
ชายหนุ่มคิดสักครู่ถึงตอบออกมา
“อ๋อ อย่างนี้เองหรือคะ”
 

พูดจบเธอก็หันหลังกลับเดินไปต้อนรับแขกที่เข้ามาใหม่
ชายหนุ่มมองตามร่างของเจ้าของร้านสาวนั้น
 
น้ำตาเขาค่อย ๆหยาดไหลออกมา
เขาตัดสินใจไม่บอกเธอว่าแท้จริงแล้วเขามาที่ร้านนี้เพื่ออะไร
แฟนของเขาคนนั้น อยู่ใกล้แค่เอื้อม
 
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอนั้นมันช่างไกลยิ่งนัก
กาแฟในแก้วนั้น ก็ไม่รู้เย็นลงตั้งแต่เมื่อไหร่...
 

แล้วถ้าคุณเป็นชายหนุ่มคนนั้นคุณจะทำอย่างไร????

เมื่อรู้แล้ว.........จัก.........ภาคภูมิชีวิตแห่งตน

ถ้าโกรธกับเพื่อน.....มองคนไม่มีใครรัก
ถ้าเรียนหนัก ๆ.......มองคนอดเรียนหนังสือ
ถ้างานลำบาก.........มองคนอดแสดงฝีมือ
ถ้าเหนื่อยงั้นหรือ....มองคนที่ตายหมดลม
ถ้าขี้เกียจนัก............มองคนไม่มีโอกาส
ถ้างานผิดพลาด......มองคนไม่เคยฝึกฝน
ถ้ากายพิการ...........มองคนไม่เคยอดทน
ถ้างานรีบรน...........มองคนไม่มีเวลา
ถ้าตังค์ไม่มี.............มองคนขอทานข้างถนน
ถ้าหนี้สินล้น............มองคนแย่งกินกับหมา
ถ้าข้าวไม่ดี..............มองคนไม่มีที่นา
ถ้าใจอ่อนล้า............มองคนไม่รู้จักรัก
ถ้าชีวิตแย่...............มองคนแย่ยิ่งกว่า
อย่ามองแต่ฟ้า.........ที่สูงเกินตาประจักษ์
ความสุขข้างล่าง.....มิได้ยากเย็นนัก
เมื่อรู้แล้ว.........จัก.........ภาคภูมิชีวิตแห่งตน

ความเป็นไปได้ที่เขาไม่กล้าเอ่ยคำว่ารักนั้น

ความเป็นไปได้ที่เขาไม่กล้าเอ่ยคำว่ารักนั้น
อาจเพราะความกลัวต่อสิ่งที่คุณจะแสดงออก
หลังจากเขาพูดมันออกไป
 
แหมก็ผู้ชายเขาออกจะกลัวเสียฟอร์มซะขนาดนี้
ถ้าเกิดเขาพูดออกไป
แล้วคุณหัวเราะเยาะเขา
หรือทำหน้าเหยเกเข้าใส่ เขาก็ยิ่งขาดความมั่นใจ
และไม่สามารถพูดคำคำนั้นได้อีกเลย
 
ซึ่งเป็นที่มาของสาเหตุที่สองคือ
 
จากประสบการณ์รักเก่าที่เขาเคยเจอ
ทำให้เขาเรียนรู้ ที่จะไม่สะกดคำว่ารักออกมา
ให้ผู้หญิงคนอื่นๆ ได้ฟังอีกต่อไป
 
ซึ่งอาจถือเป็นโชคร้าย
ถ้าคุณเกิดเป็นสาวคนนั้น
แต่ในท้องฟ้าที่มืดมน ก็ย่อมมีแสงสว่างอยู่บ้าง
คำว่ารักนั้น ไม่ได้แสดงออกด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว
การกระทำอย่างอื่นของเขา
อาจจะเป็นสิ่งที่ยืนยัน ได้ดีกว่าคำพูดซะด้วยซ้ำ
 
แต่ถ้าเขาคนนั้น เป็นหนุ่มเพลบอย
ที่บอกรักหญิงสาวไปทั่ว
แต่พอมาพบคุณ
เขาก็ไม่ยอมเอ่ยปาก มาให้คุณฟังบ้างซะที
นั่นแสดงว่าเขาเริ่มจริงจังกับคุณมากกว่าใครๆแล้วค่ะ
 
ผู้ชายประเภทนี้ จะไม่ยอมปริปากบอกรัก
กับหญิงที่เขาจริงจังด้วยเป็นอันขาด
เพราะว่าเขาอาจจะยังไม่พร้อมที่จะผูกมัดกับใครในตอนนี้
ให้เวลาเขาหน่อยนะคะ
ไม่นานคุณจะได้ยินคำรัก จากปากของเขาเอง
 
มีผู้ชายอีกประเภทหนึ่งที่
แยกไม่ออกระหว่างความรักกับความสงสาร
ทำให้เขาไม่สามารถพูดว่ารักคุณได้เต็มปาก
 
ประเด็นนี้คุณคงต้องพิจารณาดีๆแล้วว่า
คุณกับเขาเริ่มคบกันเพราะอะไร
 
ถ้าเพราะความสงสารล่ะก็
ค่อยๆให้มันแปรเปลี่ยนเป็นมิตรภาพ
ของเพื่อนหรือเป็นความรัก
ระหว่างหนุ่มสาวก็ย่อมทำได้
ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ของคุณทั้งสองมากกว่า
 
สุดท้ายเราอยากจะบอกว่าคำว่ารัก
ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยัน
ถึงความรักที่เขามีให้คุณ
 
มันเริ่มออกมาจากลมปาก และลอยปลิวไปเป็นอากาศ
ถ้าเขายังไม่พร้อมที่จะพูด
 
ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม คุณก็น่าที่จะให้โอกาสเขา
ค่อยๆ สั่งสมความรักนั้น
นานวันเข้า มันเริ่มล้นออกมาเมื่อไหร่
เขาจะเริ่มพูดให้คุณได้ฟังเองนั่นแหละ

จำเรื่องไม่ได้

ในกาลเวลาหนึ่ง  ในท้องฟ้าที่มืดมิดในยามราตรี  มีดวงจันทร์อยู่ 2 ดวง เคียงคู่กัน  ดวงหนึ่งเป็นดวงจันทร์ผู้ชายส่วนอีกดวงหนึ่งเป็นดวงจันทร์ผู้หญิง ทั้งสองดวงรักกันมาก  แต่อยู่มาวันหนึ่งดวงจันทร์ผู้หญิงได้พบกับดวงอาทิตย์ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่กว่าดวงจันทร์ผู้ชายมีแสงสว่างมากกว่าดวงจันทร์ผู้ชายทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิงหลงใหลในตัวของดวงอาทิตย์และหนีตามดวงอาทิตย์ไปทิ้งให้ดวงจันทร์อยู่เพียงเดียวดาย  เมื่อดวงจันทร์ผู้ชายรู้ว่าดวงจันทร์ผู้หญิงหนีไปกับดวงอาทิตย์ก็เสียใจมากแต่ก็ยังรักดวงจันทร์ผู้หญิงมากจึงออกเดินทางตามหาดวงจันทร์ผู้หญิงไปทุก ๆ ที่ แต่จนแล้วจนรอดก็หาไม่เจอ  ทำให้เสียใจมากยิ่งขึ้น  แต่ก็ไม่ได้รักดวงจันทร์ผู้หญิงน้อยลงเลย  จึงตัดสินใจระเบิดตัวเองกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจำนวนมากกลายเป็นดวงดาวเพื่อออกตามหาดวงจันทร์ผู้หญิง  ส่วนดวงจันทร์ผู้หญิงเมื่อไปอยู่กับดวงอาทิตย์ก็ไม่มีความสุขเลยเพราะดวงอาทิตย์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับดวงจันทร์ผู้หญิงเพียงดวงเดียวยังให้ความสำคัญกับดวงดาวดวงอื่นด้วยโดยการให้แสงสว่างและความอบอุ่นแก่ดวงดาวดวงอื่น ๆ ไปด้วย  ทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิงเสียใจมากและคิดถึงดวงจันทร์ผู้ชายที่เคยรักและเคยอยู่ด้วยกันตลอดเวลา  เมื่อคิดได้ดังนั้นดวงจันทร์ผู้หญิงจึงตัดสินใจกลับไปหาดวงจันทร์  แต่ดวงจันทร์ผู้หญิงก็หาดวงจันทร์ผู้ชายไม่พบเพราะดวงจันทร์ผู้ชายได้ระเบิดตัวเองกลายเป็นดวงดาวไปเสียแล้วทั้งสองดวงจึงไม่ได้พบเจอกันอีกเลย
 
ดังนั้น  คุณลองมองดูท้องฟ้ายามค่ำคืน  คุณจะพบว่าวันไหนที่คุณมองเห็นดวงจันทร์จะมองไม่เป็นดวงดาว  แต่  ถ้าวันไหนคุณมองเห็นดวงดาวจะมองไม่เห็นดวงจันทร์  เพราะทั้งสองจะไม่มีวันได้พบเจอกันอีกเลย
4월 23일

สอบ

>>>>> >>>>อาจารย์เคี่ยว...
>>>>> >>>>นักศึกษา MBA ธรรมศาสตร์สองคนไปงานปาร์ตี้บ้านเพื่อนมา
>>>>> >>>>แล้วเมาจนถึงสว่าง สร่างเมาก็นึกขึ้นได้ว่าตอนเช้ามีสอบวิชา
>>>>>Micro
>>>>> >>>>ทั้งคู่ก็เลยเข้าไปโกหกอาจารย์ภราดรว่าเมื่อคืนรถยางแตก
>>>>> >>>>เลยต้องเสียเวลาและไม่ได้อ่านหนังสือทั้งคืน
>>>>> >>>>จึงขอเวลาอ่านหนังสือเพิ่มอีก 1 คืน
>>>>>
>>>>อาจารย์ใจดีเหลือเกิน
>>>>> >>>>ตอบตกลงให้สิทธิพิเศษทั้งคู่ไปอ่านหนังสือมาแล้วพรุ่งนี้ค่อยมาสอบ
>>>>> >>>>รุ่งขึ้นทั้งคู่ถูกจับแยกให้สอบคนละห้องเพราะอาจารย์กลัวว่ามันจะแอบ
>ลอกกัน
>>>>> >>>>เมื่อทั้งคู่อ่านข้อสอบก็พบว่ามีแค่ 2
>>>>>ข้อเท่านั้น
>>>>> >>>>ข้อ1) จงอธิบายความหมายของคำว่า "อุปทาน อุปสงค์" (5คะแนน)
>>>>> >>>>..........ทั้งคู่ตอบคำถามข้อแรกได้สบายมาก
>>>>> >>>>เสร็จแล้วก็อ่านข้อต่อไป
>>>>> >>>>จงบอกมาว่ายางรถข้างหน้าหรือข้างหลัง ซ้ายหรือขวาที่มันแตก
>>>>> >>>>จนเป็นเหตุให้พวกมึงไม่ได้อ่านหนังสือสอบ
(95คะแนน)

> > เรื่องของ นางสาวคำอ่อน ฟักมี

> > เรื่องของ นางสาวคำอ่อน ฟักมี
> > เรื่องมีอยู่ว่า นางสาวคำอ่อน ฟักมี เป็นสาวน้อยบ้านนา
> > ทนตกระกำลำบากไม่ไหว
> > จึง
> > ต้องการที่จะเดินทางไปทำงานยังต่างประเทศ
> > แต่ปัญหาในการขอวีซ่าก็คือ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้นางคำอ่อนทราบว่า ชื่อ
> และนาม
> > สกุลของนางเมื่อเขียนเป็นภาษาอังกฤษแล้วมันไม่เหมาะสมและไม่สุภาพ
> > คือ Miss Come-on Fuck-me
> > ด้วยความที่เรียนมาน้อย นางก็ไม่เข้าใจว่าชื่อของนางไม่ดียังไง จะให้ไป
> ถามคน
> > อื่นนางก็รู้สึกอับอายในความโง่ของตน
> > แต่ด้วยความที่ต้องการจะไปทำงานเมืองนอก
> > จริง ๆ
> > นางจึงหาหนังสือมาอ่านเอง
> > ในที่สุดนางจึงค้นพบว่าชื่อของนางนั้นไม่เหมาะสมและ
> > ไม่สุภาพจริงๆ ทำให้นางอับอายมาก
> > วันถัดมานางจึงรีบดำเนินการเปลี่ยนชื่อและนามสกุล
> > พร้อมทั้งพกความมั่นใจไปเต็ม
> > เปี่ยมเพื่อที่จะยื่นเอกสารไปทำงานเมืองนอกอีกครั้ง
> > ด้วยชื่อและนามสกุลใหม่ว่า "Miss Come-on Fuck-me please"
 
사진(1/12)
다른 앨범(1)